วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทำไมต้อง seeding?

ทำไมต้อง seeding?

ลูกค้าบางคน รังเกียจรังงอน การทำ seeding เพราะมีความรู้สึก เหมือนกับการเปิดคอกม้า แม่ม้า พ่อม้า ลูกม้า มาวิ่งกันให้วุ่นตามเว็บบอร์ดต่างๆ  ความจริงและข้อมูลที่ถูกต้องคือ การทำ seeding ไม่ใช่การใช้ "ม้า" มาพูดแต่การอวยแบรนด์หน้าเว็บบอร์ด แต่เป็นการให้ข้อมูลเท็จจริง และการติดตามการใช้งานลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันภาพลักษณ์ที่จะเสียหายในอนาคต ถ้านักพีอาร์มืออาชีพ จะรู้กันดีกว่า การใช้งบเพื่อสร้างภาพลักษณ์นั้นยากยิ่งเพียงไร การทำให้ชื่อเสียงไม่เสียหายยากยิ่งกว่า

seeding content คืออะไร

ถ้า Seeding เป็นสิ่งที่ดูไม่งามในสายตาของบางคน แล้วทำไมหลายสินค้า/บริการ อยากทำและอนุมัติ seeding?
คำตอบแบบสั้น + กระชับ คือ "เร็วและง่าย"
การบริหารจัดการคำติหรือการถูกด่าบนเว็บบอร์ดต่างๆอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ได้ผลและเกิดประโยช์นนั้น มันทำได้ยากกว่าและนานกว่ามากเนื่องจากหลายๆเรื่องที่คนด่า เจ้าของสินค้า/บริการไม่สามารถจัดการได้ด้วยเพียงคนสองคน มันต้องเกี่ยวพันถึงหลายๆแผนก ตั้งแต่แผนกออนไลน์ (ถ้ามี) การตลาด ลูกค้าสัมพันธ์ ฝ่ายบุคคล ฝ่ายควบคุมคุณภาพ และอาจจะมีอื่นๆอีกหมายมากขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของสินค้า/บริการ คงต้องมีการออกเป็นนโยบายบริษัทขึ้นมาให้ทุกคนทุกแผนกร่วมมือช่วยกันตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่ผู้บริโภคด่าหรือร้องเรียนเข้ามา ยิ่งถ้าผู้บริโภคไปโพสต์ด่าในช่องทางที่ไม่ใช้ช่องทางของเจ้าของสินค้า/บริการ เองแล้ว มันก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่
ตรงนี้ละจึงทำให้ seeding เป็นที่ต้องการ คือแทนที่จะจัดหาทีมงานที่คอยตรวจสอบเรื่องที่ผู้บริโภคด่าตามเว็บบอร์ดต่างๆและประสานงานหาวิธีแก้ปัญหาต่อไป ก็ไปเพิ่มคนชมแทน มันเป็นปกติอยู่แล้วที่เวลาคนมีเรื่องอะไรดีๆคนเราไม่มาโพสต์เล่ากัน แต่ถ้าได้รับประสบการณ์แย่ๆขึ้นมา ต้องมาเล่าให้คนอื่นฟังประจานกันก่อนเลย ดังนั้น seeding จึงพยายามไปเพิ่มสัดส่วนคนที่ชมนี้ขึ้นมาไม่ว่าจะด้วยวิธีเดี่ยวๆหรือเป็นทีม ยาวๆหรือสั้นๆ เนียนๆหรือตรงๆ โดยหวังว่าสุดท้ายแล้วในเว็บบอร์ดนั้นๆก็ยังมีสัดส่วนคนชมมากกว่าคนด่า
จริงๆแล้ววิธีที่ดีที่สุดที่จะรับมือผู้บริโภคด่าควรจะต้องเป็นวิธีที่นานกว่าและยากกว่าตามที่กล่าวไว้ด้านบน มีตัวอย่างหลายๆ brand ที่ทำได้ดีในเมืองไทย เท่าที่เห็นผ่านๆตามาบ้างคือ ซัมซุง และเชฟโรเลต ซัมซุงเป็นเจ้าแรกๆที่มีทีมงานเข้าไปตอบในพันทิปและไม่ใช่แค่ตอบแบบผิวเผินแต่มีการประสานงานต่อเพื่อแก้ไขปัญหาผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม อีกตัวอย่างหนึ่งคือเชฟโรเลต เชฟฯเป็นยี่ห้อรถที่โดนด่ามากที่สุดยี่ห้อหนึ่งในสังคมออนไลน์เมืองไทย เข้าใจว่าทางเชฟฯเองก็ทราบปัญหานี้ ปัจจุบันออกแคมเปญรับประกัน 6 ปี และมีทีมงานคอยตรวจสอบตามเว็บบอร์ดต่างๆทุกวัน (ที่ทราบเรื่องนี้เพราะผมเจอกับตัวเอง ผมใช้รถรุ่นหนึ่งของเชฟฯผมเจอปัญหาเกี่ยวกับศูนย์บริการจึงไปตั้งกระทู้สอบถามในเว็บคลับเพื่อขอคำแนะนำจากพี่ๆเพื่อนๆที่ใช้รถรุ่นเดียวกัน ปรากฎว่าไม่ถึง 2 ชั่วโมงดี มี account ของเชฟฯมาโพสต์ตอบผมพร้อมขอให้ email ข้อมูลเพิ่มเติมไปให้ หลังจากนั้นก็มีตัวแทนจากสำนักงานใหญ่โทรมาหาเพื่อเสนอตัวช่วยประสานงานเพิ่มเติม) วิธีแบบนี้มันยากและนานกว่าทำ seeding แน่นอนแต่ถ้าทำได้มันจะได้ผลในระยะยาวและผู้บริโภคจะรู้สึกดีมากกว่าแค่อ่านเจอคนชมตามเว็บบอร์ดซะอีก

ทำความเข้าใจ “ศาสตร์แห่งการทำ Viral content”

ทำความเข้าใจ “ศาสตร์แห่งการทำ Viral content”

ได้ยินคำว่า "Viral ไวรัล ไวรัล ไวรัล ไวรัล ไวรัล ไวรัล ไวรัล ไวรัล ไวรัล ไวรัล ไวรัล ไวรัล ไวรัล" - -'

สังเกตุว่าได้ยินมานานนนนนมาก เรียกว่าตั้งแต่เริ่มจำความได้กับการเริ่มต้นอาชีพสาย Online Writer 
แต่เชื่อเถอะว่า ยังมีหลายคนที่ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า "Viral Content" อีกมากมาย 

คำว่า Virality อะไรนี่ มีกฎของ Metcalfe อยู่  ว่าด้วยเรื่องของ “การคำนวณมูลค่าของเครือข่าย” ซึ่งเค้าแทนค่า N ด้วยจำนวนของเครือข่ายที่คนๆ นึงจะสามารถเชื่อมต่อกันได้ (เช่นผ่านการ Likes, Tweet, Whatapps, Line ) และถ้าเราใช้ต้นทุนไปกับการทำ Viral มูลค่าเท่ากับ N ละก็ มูลค่าของ Viral ที่เราจะได้ (ถ้าแคมเปญหรืออะไรก็ตามที่เราทำ Viral มันเกิดการบอกต่อจริงๆ) มูลค่าของ Viral connection ที่เราจะได้ จะมีค่าเท่ากับ N2 ทันที

ส่วนประกอบของ Viral content

Viral content แบ่งออกเป็น 2 ส่วน
  1. content เจ๋งพอที่คนจะแชร์
  2. ซึ่งถ้ามีคนแชร์ปุ๊บ มันจะมีการบอกต่อผ่านการ like, tweet และยอด views ของ content ก็จะสูงชะลูด ปรู้ดปร้าดทันที

ประเภทของ Viral content
  • บทความ หรือบล็อก
  • Interactive content หรือคอนเทนต์ที่โต้ตอบกับคนเล่นได้ เช่น เกม, ควิซ หรือ widgets ต่างๆ
  • คลิป, เสียง
  • Infographics

เหตุผลที่คนจะแชร์
  • ตลก humour
  • เหลือเชื่อ  Incredible 
  • ฟีลกู๊ด  feel good <-- ประมาณ อืมมมมม "ข้าคือเทพ ผู้มาบังเกิด" ทำนองนี้
  • เห็นด้วย เลยแชร์เพื่อแสดงจุดยืน  <-- เฮ้ย เจ๋งว่ะมรึง แสดดดคิดได้งัย แชร์ๆๆๆ
  • ทำให้เราหยุดและคิดใคร่ครวญกับคอนเทนต์นั้นๆ ได้
  • ไม่โหล เช่น เที่ยงคืนมีคนแชร์รูป Doodle กันเป็นสิบๆ เพจแล้ว ถ้าบ่ายสามยังมีคนแชร์รูป Doodle อีก คนก็ไม่บอกต่อแล้วล่ะ
  • อ่านแล้วทำให้ใครบางคนยิ้มได้  <-- พวก Quote คำคำ 
  • ดราม่า  <-- อายุ 4 เดือน เพิ่งเกิด ขาดเลือดกรุ๊ป บลาๆ
  • มันช่างน่าอับอายอะไรเยี่ยงนี้ (เช่นรูปข่าวสามมิติที่ถ่ายรูปการตัดไม้ทำลายธรรมชาติ หรือข่าวพระมี in relationship ใน Facebook ไรงี้)
  • 18+ 

วิธีปั้นให้ Viral content เกิด

เชื่อไหมว่าหลายๆ อย่างที่เค้าบอกว่าเป็น Viral นักหนาเนี่ย บางอย่างก็เกิดไวรัลได้ด้วย “ความจงใจ” ด้วยการปั้นกระแสหลายๆ ทาง เพราะ content บางอย่างสามารถเป็น Viral ได้ก็จริง แต่หลายๆ แบรนด์ก็อยากจะให้มัน “เป็นกระแส” ให้เร็วที่สุด เพื่อตอบโจทย์อะไรบางอย่างของแบรนด์ เช่น แบรนด์จะมีอีเวนต์เปิดตัวอีกสัปดาห์นึง ต้องทำไงก็ได้ให้คนพูดถึงให้มากที่สุด ก่อนการจัดงานอีเวนต์ อะไรงี้ เพราะงั้นถ้ารอให้มันไวรัลจริงๆ มันอาจจะต้องใช้เวลา (ประดุจถ้าอยากเร่งให้มะม่วงสุกเหลืองไวๆ ก็บ่มแก๊สซะสิ ถึงมันจะไม่อร่อยลิ้นเท่ารอเวลาก็เถอะ) ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้เค้าเรียกว่า “Seed Campaigns” 

อันว่าการ seeding ให้เกิดไวรัล ก็ทำได้หลายทาง เช่น
  • จ้างให้เซเล็บในทวิตเตอร์ช่วยโปรโมตผ่านทวีต
  • จ้างบล็อกเกอร์ให้เขียนบล็อกโปรโมตให้
  • จ้างให้โปรโมตผ่าน Facebook Pages ที่มีแฟนเยอะๆ
  • อะไรงี้เป็นต้น

ทั้งนี้อีกอย่างที่ทำแล้วเกิดกระแสแน่ๆ (แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคนที่เข้าใจธรรมชาติของ Social Networl และเข้าใจการทำ viral นะ) ก็คือ “การทำแคมเปญเพื่อสังคม” เช่น ถ้ามี Like ถึงยอด จะไปสร้างบ้านให้น้องขนมต้มบนยอดดอยผักกูด อะไรงี้จ้ะ

เทรนด์ ปี 2015 Video Content Marketing มาแน่!!!

“Video Content Marketing”

 เป็นหนึ่งในรูปแบบ Content ที่น่าจับตามองในปีหน้าเนื่องจากพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตที่เปลี่ยนไปนั้น โดยที่ผู้ใช้ให้หันมาให้ความสำคัญกับการใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ (Mobile Device) มากขึ้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Video Content Marketing นั้นเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

จากตัวเลขของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ระบุว่าปัจจุบันมีประชากรไทยใช้อินเตอร์เน็ตถึง 26 ล้านคน ในขณะที่มีตัวเลขของผู้ใช้มือถือมากถึง 96 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 144% ของจำนวนคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหมด
โดย 90% ของผู้ใช้ที่มีอายุ 19-24 ปี จะเข้าอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ
และคนไทยใช้เวลากับการเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือมากถึง 49% ของเวลาที่ใช้ทั้งหมดเมื่อเทียบกับทุกสื่อโดยทีวีมาเป็นอันดับสองอยู่ที่ 36%


Youtube กลายเป็นเหมือนทีวีช่องใหม่อีกช่อง ที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา สามารถเลือกความบันเทิงที่หลากหลายได้ สามารถเลือกดูเมื่อไหร่ก็ได้ ที่เหลือไปกว่าการเป็นทีวีนั้น Youtube ยังสามารถมี interactive ได้อีกด้วย ดังนั้นการทำ Video Content Marketing จึงเป็นสิ่งที่นักการตลาดควรให้ความสำคัญ เพราะลูกค้าอยู่ที่ไหน 
เราก็ควรจะปรับตัวไปอยู่ที่ตรงนั้น ใช่ไหม?

สถิติ การใช้งาน การชม Youtube ผ่าน Mobile ในประเทศไทย

  • ใน 2 ปีที่ผ่านมา จำนวนการดู Video Youtube ของคนไทยเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า
  • Youtube View ของประเทศไทยมีจำนวนมากเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย
มีการทำนายไว้ว่า ในปี 2017 นั้น 74% ของอินเตอร์เน็ต traffic จะมาจาก Content ที่เป็นรูปแบบ Video นอกจากนี้ยังมีตัวเลขจากทาง Syndacast ที่ออกมาช่วยยืนยัน Trend ของ Video Content Marketing อีกด้วย

Video Marketing Trend 2015





Email marketing ยังได้ผลเสมอ

หลายๆท่านคงคิดว่า email marketing (หรือ EDM หรือ Email Blast) มันเชยและไม่ได้ผลแล้ว ยิ่งเดี๋ยวนี้มี social media ด้วย คนดูคงไม่มีใครสนใจ email แล้ว แต่ email marketing ถ้าทำอบ่างถูกต้องและเหมาะสม มันจะให้ผลตอบรับที่ดีจนถึงดีมากเทียบกับ social media ต่างๆ
สิ่งแรกที่ทุกๆคนคิดคือ เอาแค่ inbox พวกเราเอง มี spam email ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ในแต่ละวัน นอกเหนือพวก spam email ขายของก็ยังมีพวก scam email ที่หลอกล่อให้เราไปติดกับการหลอกลวงต่างๆ แล้ว email marketing มันจะได้ผลดีกว่า social media ที่กำลังเป็นที่นิยมได้อย่างไร ลองมาดูสถิติเหล่านี้กัน

จากกราฟตัวนี้จะเห็นได้ว่า conversion rate หรือการมาเป็นลูกค้าจริงจากช่องทาง email นั้นสูงกว่าจาก Facebook/Twitter คิดเป็นเกือบ 40% เลยทีเดียว แถมนับวันช่องว่างก็ยิ่งสูงขึ้น นอกจากนั้น ถ้าเทียบการลงทุนและผลตอบรับ (ROI) หรือ เรทการกดเข้าดู (CTR) email marketing ก็ยังสูงกว่าช่องทางอื่นๆ


อย่างไรก็ดี ตามที่เกริ่นไว้ด้านบน เราควรจะต้องใช้และดำเนินการ email marketing อย่างถูกต้องและเหมาะสม เช่น
  1. ใช้บริการการส่ง email marketing จากผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ เพื่อที่ email ของเราจะไม่ไปโพล่ใน spam/junk ของลูกค้า
  2. การได้มาซึ่ง email accounts ของผู้รับ ต้องมั่นใจว่ามาจากแหล่งที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะมาจากการเก็บหรือ subscribe จากช่องทางต่างๆของเราเอง หรือจากหน่วยงานหรือบริการที่เกี่ยวข้อง ที่เมื่อผู้รับได้รับ email เราแล้วจะไม่จงใจ tick ให้เป็น spam
  3. อย่าลืมเรื่อง personalization – การส่งเนื้อหาหรือหัวข้อ (email subject) เดียวกันสำหรับคน 500 คนอาจจะไม่เหมาะ ในเมื่อคนจำนวนนั้น อายุ เพศ และความสนใจ (interest) ต้องแตกต่างกันอยู่แล้ว เราอาจไม่สามารถแยกส่งทีละคนได้ แต่อย่างน้อยๆขอให้ส่งกลุ่มเป้าหมายที่อายุหรือความสนใจใกล้เคียงกันก็ยังดี (ทั้งนี้ต้องย้อยกลับไปดูข้อ 2 วิธีซึ่งการได้มาของ email account และข้อมูลเหล่านั้น)
อ่านถึงตรงนี้แล้ว ไม่ใช่ไปยกเลิกแผนงาน social media แล้วมาทุ่มให้กับ email marketing นะครับ social media ยังคงมีความสำคัญอยู่เช่นเรื่องบริการลูกค้าและสร้าง virality ผ่านเนื้อหา และการทำตลาดในระยะยาว กรณีนี้อยากจะแสดงให้เห็นว่า email marketing ยังไม่ล้าสมัยและยังได้ผลหากทำอย่างถูกต้อง

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557

'จิ้ม' ให้ปลอดภัย

เงินทองต้องรู้ : 'จิ้ม' ให้ปลอดภัย 

 ราวๆ กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา "hotels.com" ซึ่งเป็นเว็บไซต์เพื่อการท่องเที่ยว ได้เผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการสื่อสาร โดยมุ่งเน้นสำรวจพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างเวลาเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดพักผ่อน เป็นการสำรวจนักท่องเที่ยวจาก 28 ประเทศทั่วโลก

          ผลสำรวจบ่งชี้ว่า คนเอเชียติดโทรศัพท์มือถือมากกว่าชาติอื่นๆ และ “คนไทย” เป็นชาติอันดับ 1 ที่ไม่ต้องการอยู่ห่างจากโทรศัพท์มือถือ แม้ในเวลาท่องเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน



          รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า ประมาณ 85% ของคนไทยผู้ตอบแบบสอบถามเลือกที่จะพกโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอด แม้แต่ในช่วงเที่ยวพักผ่อน ตามด้วยนักท่องเที่ยวเกาหลีที่มีจำนวนกว่า 78% ปฏิเสธที่จะงดใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวในเวลาท่องเที่ยว ขณะที่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 3 ด้วยสัดส่วน 69% และมีคนไทยน้อยกว่า 1% เท่านั้นที่รู้สึกเสียใจหรือรู้สึกผิด ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับโทรศัพท์ในระหว่างการท่องเที่ยว

          ในส่วนของการใช้งานนั้น พบว่า 64% ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการเช็กอีเมลผ่านโทรศัพท์มือถือ และ 100% ใช้มือถือเพื่อเชื่อมต่อกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก

          เป็นผลสำรวจที่ทำให้หลายคนเงียบสนิทและยอมรับว่า ‘จริง’ เพราะโทรศัพท์มือถือกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแบบแยกไม่ออกแล้ว สมาร์ทโฟนไม่ได้มีไว้สำหรับโทรเข้าโทรออก แต่ยังมีไว้เพื่อ “แชท” กับผู้คนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก และเพื่อติดตามทุกเรื่องบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่นับรวมการดูหนัง ฟังเพลง รวมถึงการอ่านหนังสือที่เป็น “อี-บุ๊ก” ทั้งหลาย 

         ขณะที่หลายคนทำอะไรที่มากกว่านั้น นั่นคือ ทำธุรกรรมทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสุ่มเสี่ยงไม่น้อย แม้ว่าสถาบันการเงินต่างๆ จะพยายามป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินให้แก่ลูกค้าหลายชั้นแล้วก็ตาม

          ดังนั้น ถ้าเลี่ยงได้ก็น่าเลี่ยง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ แบงก์ก็มีข้อแนะนำเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต นั่นคือ หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นต่างๆ จากแหล่งอื่น นอกเหนือจาก Apple App Store, Google Play Store, Blackberry App World และ Windows Phone Store เท่านั้น หลีกเลี่ยงการกดลิงก์ (URL) ที่ส่งมากับ SMS, MMS หรืออีเมล หรือหน้าจอ (pop-up) หลอกลวง หลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อ WiFi สาธารณะเมื่อทำธุรกรรมทางการเงิน (อันนี้เน้น - โดยเฉพาะในยุคที่เรามี free wifi ทุกที่ แม้กระทั่งรถเมล์และรถแท็กซี่) หลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอุปกรณ์ที่ได้รับการดัดแปลงระบบปฏิบัติการ (jail break สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS และ root สำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์)

           นอกจากนี้ ยังควรติดตั้งแอพพลิเคชั่นป้องกันไวรัสบนโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต โดยเฉพาะที่ใช้ทำธุรกรรมออนไลน์ รวมถึงตั้งรหัสในการเข้าใช้งานเครื่องโทรศัพท์มือถือ/อุปกรณ์อื่นๆ และระวังการป้อนรหัสลับในที่สาธารณะ ไม่กำหนด Mobile PIN ด้วยตัวเลขเรียงกัน ตัวเลขซ้ำกัน หรือเดาได้ง่าย เช่น หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนหมายเลข บัตรเครดิต ทะเบียนรถ วันเดือนปีเกิด

           ไม่กำหนด Password ด้วยตัวอักษรหรือตัวเลขเรียงกัน ซ้ำกัน หรือเดาได้ง่าย เช่น หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขบัตรเครดิต ทะเบียนรถ วันเดือนปีเกิด ชื่อนามสกุล ชื่อเล่น และกรณีที่กำหนด Password เป็นภาษาอังกฤษ ควรให้มีทั้งตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตัวพิมพ์ใหญ่ และตัวพิมพ์เล็ก  สามารถเปลี่ยน Mobile PIN หรือรหัสลับส่วนตัว (Password) ได้บ่อยตามที่ต้องการ และหากส่งอุปกรณ์เข้าซ่อม หรือขายต่อ ให้ลบแอพพลิเคชั่นโมบาย แบงกิ้งออกจากเครื่อง เพื่อความปลอดภัย

                            กรณีโทรศัพท์มือถือสูญหาย ขอให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร เพื่อระงับการใช้บริการชั่วคราว กรณีเปลี่ยนแปลงหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ลงทะเบียนไว้กับธนาคาร ขอให้ติดต่อที่สาขาธนาคาร เพื่อแก้ไขข้อมูลการใช้บริการ ธนาคารจะมีการแจ้งผลทางอีเมลแอดเดรสทุกครั้ง เพื่อยืนยันการทำธุรกรรมทั้งการโอนเงิน และการชำระค่าสินค้าและบริการ โดยจะส่งไปยังอีเมลแอดเดรสที่ลงทะเบียนไว้กับธนาคารตั้งแต่ตอนสมัครใช้บริการ หากท่านไม่ได้เป็นผู้ทำรายการ ควรรีบติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารทันที


                            คำแนะนำทั้งหมดที่ยกมา เป็นคำแนะนำของธนาคารกรุงเทพ ที่แจ้งเตือนสำหรับลูกค้าบัวหลวง เอ็มแบงกิ้ง ของธนาคาร

                            มี 2 ข้อที่เป็นไฮไลท์ คือ 
  1. หลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อ WiFi สาธารณะเมื่อทำธุรกรรมทางการเงิน 
  2. ระวังการป้อนรหัสลับในที่สาธารณะ โดยเฉพาะข้อสองที่อันตรายมาก เพราะระหว่างที่เราก้มๆ เงยๆ กับโทรศัพท์ในมือ เราไม่รู้เลยว่า ใครจับจ้องการป้อนรหัสลับของเราอยู่บ้าง อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยป้องกันได้หากจำเป็นจริงๆ ก็คือ กระจกกันรอยหรือไพรเวซี่ กลาส (Privacy Glass) ที่ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว 

        “กิตติพงศ์ กิตติภัสสร” ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาด บมจ.ทีดับบลิวแซด คอร์ปอเรชั่น บอกว่า ความพิเศษของทีดับบลิวแซด ไพรเวซี่ กลาส อยู่ที่กระจกกันรอยดังกล่าวจะป้องกันการมองเห็นจากคนข้างๆ อย่างรอบทิศทาง ด้วยการบังคับการตกกระทบและการหักเหของแสง ทำให้ความสามารถในการมองเห็นหน้าจอโทรศัพท์มือถือจะอยู่ในระดับ 30 องศาจากจุดกึ่งกลางของหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นด้านบนหรือล่าง ด้านซ้ายหรือขวา หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ผู้ที่ถือโทรศัพท์เท่านั้นที่จะมองเห็นหน้าจอโทรศัพท์

              “ใครที่เคยรู้สึกอึดอัด ต้องคอยระแวงระวังคนข้างๆ โดยเฉพาะเมื่อเราใช้จำเป็นต้องโทรศัพท์ในที่สาธารณะ ในรถไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยผู้คน ในธนาคารพาณิชย์ หรือในสถานที่อื่นที่ปริมาณคนคับคั่ง ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ซึ่งนอกจากจะป้องกันการมองเห็นเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้โทรศัพท์มือถือแล้ว ทีดับบลิวแซด ไพรเวซี่ กลาส ยังป้องกันการสะท้อน ป้องกันรอยขีดข่วน และป้องกันรอยนิ้วอีกด้วย” 

             ดูเหมือนทีดับบลิวแซด ไพรเวซี่ กลาส กระจกกันรอยเพิ่มความเป็นส่วนตัว จะช่วยให้การป้อนรหัสลับ หรือการจิ้มโทรศัพท์มือถือเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินปลอดภัยขึ้น แต่มีข้อจำกัด 2 ข้อที่คนที่สนใจต้องยอมรับ นั่นคือ หนึ่ง - หาซื้อได้ที่ช็อปทีดับบลิวแซด และสอง - ณ เวลานี้ เขาทำมาเฉพาะไอโฟน 6 และไอโฟน 6 พลัสเท่านั้น

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Pattamarot: แรงบันดาลใจ (Inspiration)

Pattamarot: แรงบันดาลใจ (Inspiration): บทความที่ผมเขียนในนิตยสาร online : กล้าดี ของ Asa media เรื่อง "แรงบันดาลใจ" (Inspiration) “แรงบันดาลใจ เป็นลมใต้ปีก ส่งให้ทะ...
"จุดสำคัญในการเผชิญหน้ากัน คือ การตรวจสอบหัวใจ เมื่อคุณเผชิญหน้ากับผู้อื่น มันควรจะเป็นมาจากความรักและความปรารถนาอยากให้ผู้นั้นได้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ความต้องการที่อยากจะเข้าควบคุมสถานการณ์นั้นซะ" 
"The key to confrontation is to check your heart. When you confront others, it should be motivated by love and the desire for the success of the other person, not a need for control in the situation."
แดนนี่ ซิลค์(Danny Lee Silk) Bethel Church
ผู้เขียนหนังสือ Culture of Honor

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อิทธิพลของแม่ที่รักพระเจ้า

  1. จงสอนให้ลูกอธิษฐานทันทีที่เขาเริ่มพูดได้
  2. อย่าให้สิ่งที่ลูกเรียกร้อง  แต่จงให้เฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ เมื่อเขาขออย่างสุภาพ
  3. หากไม่อยากให้ลูกพูดโกหก "จงอย่าลงโทษเมื่อเขายอมสารภาพผิดด้วยตนเอง" แต่ "อย่ามองข้ามพฤติกรรมที่ดื้อดึงและ ผิดบาป"
  4. จงชมเชยและให้รางวัล เมื่อลูกประพฤติดี
  5. จงรักษาสัญญาทุกคำที่ให้ไว้กับลูก

เพราะรักจึงให้ได้มากกว่า

เพราะรักจึงให้ได้มากกว่า

1 ยอห์น 3:16 “เช่นนี้แหละเราจึงรู้จักความรัก โดยที่พระองค์ได้ยอมสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อเรา และเราก็ควรจะสละชีวิตของเราเพื่อพี่น้อง”

          บ่อยๆ ครั้งเรามักจะแปลกใจเมื่อเห็นคนบางคนสละบางอย่างให้กับคนอื่น  แต่หากเราลองครุ่นคิดดูดีๆ เราจะพบว่ามี “บางสิ่ง” ที่ผลักดันให้มนุษย์ทำเช่นนั้นได้ อะไรคือสิ่งที่ทำให้ลูกยอมยกไตข้างหนึ่งของตัวเองให้พ่อได้ หรือ แม่ที่ยากจนข้นแค้นยอมทนหิวเพื่อให้ลูกกินอิ่ม “ความรัก” ทำให้มนุษย์ทำได้มากกว่าที่เขาคาดคิดว่าจะทำได้

          แต่พระเยซูท้าทายให้เราไปไกลกว่านั้น คือการ “สละชีวิต” เพื่อผู้อื่น พระองค์ทรงเห็นศักยภาพอันเป็นขีดสุดของมนุษย์ที่สามารถทำเพื่อผู้อื่นได้ หากเรามีความรักมากพอ และนี่แหละคือมาตรฐานแห่งความรักที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเราทั้งหลาย แท้ที่จริงแล้ว

          พระเยซูไม่ได้เรียกร้องให้เราต้องตายเพื่อความรักเสมอไป แต่พระองค์ปรารถนาให้เราเรียนรู้ที่จะ “ตายต่อตนเอง”  เพื่อเห็นแก่ผู้อื่น สิ่งนั้นอาจไม่ใช่สิ่งใหญ่โต อาจเป็นเพียงการที่เรายอมรับฟังใครบางคนด้วยความเห็นอกเห็นใจ การที่เราขอบคุณบางคนด้วยใจจริง การอดทนต่อความผิดพลาดของผู้อื่น หรืออาจเป็นสิ่งที่เราต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตก็ได้ การเรียนรู้ที่จะเสียสละถือเป็นบทเรียนสำคัญที่จะทำให้เรา “รู้จักความรัก” นั่นเอง


กฎแห่งการหว่านและเก็บเกี่ยว

กฎแห่งการหว่านและเก็บเกี่ยว

เกษตรกรเข้าใจ กฎแห่งการหว่านและเก็บเกี่ยว ดีกว่าคนทั่วโลกทั่วไป ทั้งนี้เพราะพวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับมันตลอดเวลา ไม่มีเกษตรกรคนใดที่คอยหวังผลโดยไม่ลงทุนปลูกและดูแลอย่างดีเสียก่อน พวกเขาไม่เพียงแต่ได้เกี่ยวเก็บผลที่ตนเองได้ปลูกแต่เขาจะเก็บผลได้มากกว่าที่หว่านลงไป  

 กฎแห่งการหว่านและเก็บเกี่ยว ไม่ได้จำกัดอยู่กับเกษตรกรเท่านั้น แต่เป็นหลักการที่ใช้ได้กับการดำเนินชีวิตในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว ระหว่างพนักงาน รวมทั้งการปฏิบัติต่อตนเอง ความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นระดับไหนหรือกับใคร จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีการเริ่มต้นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อน เช่น การยิ้ม การแนะนำตนเอง แสดงความเป็นมิตรในรูปแบบต่างๆ การแสดงออกดังกล่าวก็เท่ากับการหว่านเมล็ดที่ดีแห่งมิตรภาพ และยิ่งได้หว่านความรู้สึกดีๆ ต่อกัน เช่น ความเป็นเพื่อนแท้ ความรักแท้ ความเอื้ออาทรต่อกันด้วยใจจริง ในเวลาอันควรผู้หว่านก็จะได้เก็บผลที่ตนเองหว่านด้วย

ชีวิตหลายคนเป็นคนเห็นแก่ตัว กลัวเสียผลประโยชน์แห่งตน มีใจโลภอยากได้จากผู้อื่นเท่านั้น ผลที่ตามมาเขาเป็นคนขาดเพื่อน ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวเช่นกัน ถ้าการหว่านความรู้สึกดีๆ ลงในธนาคารแห่งจิตใจไม่มีหรือมีน้อย ความสัมพันธ์ในครอบครัวนั้นจะเปราะบาง นิสัยการแสวงหาผลประโยชน์เข้าหาตนเอง ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ฝ่ายเดียวทำให้ผู้นั้นขาดความสุขและไร้มิตร พระธรรมสุภาษิตมีข้อความสอนและเตือนสติทุกคนอย่างน่าสนใจดังนี้

“บางคนยิ่งให้อย่างใจกว้างกลับยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น ส่วนบางคนยิ่งตระหนี่ถี่เหนียวกลับยิ่งขาดแคลน คนใจกว้างเจริญรุ่งเรือง ผู้นำความชุ่มชื่นไปสู่คนอื่นจะได้รับความชุ่มชื่น... ส่วนคนชอบธรรมจะรุ่งเรืองเหมือนต้นไม้ที่เจริญงอกงาม ... ถ้าคนชอบธรรมยังได้รับผลการกระทำในโลกนี้ คนอธรรมและคนบาปจะยิ่งกว่านั้นเท่าใด” สุภาษิต 11:24-31

กฎแห่งการหว่านและเกี่ยวเก็บ เป็น กฎแห่งชีวิตที่ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ ไม่ว่าผู้นั้นจะนับถือศาสนา หรือไม่นับถือศาสนา ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ฉะนั้นมนุษย์ทุกรูปทุกนามจะต้องระมัดระวังการปฏิบัติตน จงมีความตั้งใจ มีความมุ่งมั่นที่จะหว่านแต่สิ่งดีๆ กับใจตนเองและต่อกันและกัน การหว่านคุณงามความดีอาจไม่เห็นผลทันใจ แต่เมื่อเมล็ดนั้นงอกและเติบโตจะอยู่ยั่งยืน เขาจะได้เก็บกินผลนั้นยาวนาน ตรงกันข้ามกับผู้ที่หว่านความเห็นแก่ตัว ความอธรรมเขาจะเก็บเกี่ยวและไม่ใช่เขาเท่านั้นลูกหลานของเขาก็จะต้องร่วมชะตากรรมเก็บกินผลนั้นด้วย โปรดระลึกเสมอ

ถ้าไม่หว่านอะไรเลย ก็อย่าหวังที่จะเก็บเกี่ยว 
ถ้าหว่านความไม่ดี จะเก็บเกี่ยวผลไม่ดี
ถ้าหว่านความมีน้ำใจ รอยยิ้ม มิตรภาพ ความเอื้ออาทร
ถ้อยคำให้กำลังใจ ท่าทีที่ดี ฯลฯ พระเจ้าจะประทานพรอย่างบริบูรณ์
“ถ้าหว่านเล็กน้อยจะเก็บเกี่ยวผลเพียงเล็กน้อย"


สิ่งที่ควรจดจำและนำไป apply
นั่นคือ "ข้าว 1 เมล็ด เมื่อหว่านลงไปในดิน จะออกมา 1 รวงข้าว
และ 
1 รวงข้าว มีอยู่หลายร้อยเมล็ดเสมอ

 

Shabat Shalom!

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เพิ่มยอดขาย online

เทคนิคการเพิ่มยอดขาย Online แบบเท่าตัว

พ่อค้าแม่ค้าหลายคนอาจเคยประสบปัญหา เปิดร้านค้าออนไลน์แต่ไม่มีคนเข้าเว็บไซต์ ไม่มีการสั่งซื้อของ วันนี้เรามีข้อแนะนำมาฝากกันค่ะ เป็นวิธีที่คุณทำได้เองแบบไม่ต้องเสียเงิน

1. ปรับปรุงเว็บไซต์ตามหลัก SEO

SEO หรือ Search Engines Optimization เป็นการปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณให้ถูกต้องตามหลักของ Search Engines อย่างเช่น Google เมื่อปรับแต่งถูกวิธีร้านค้าของคุณก็จะถูกค้นหาเจอใน Google ค่ะ ซึ่งระบบของ SiamShop.com ทางทีมงานออกแบบระบบมาให้สนับสนุน SEO อยู่แล้ว เพียงแต่ผู้ใช้งานต้องกรอกรายละเอียดให้ครบถ้วนและถูกต้องตามระบบก็มีโอกาสที่จะติด Google ได้ไม่ยาก

2. อัพเดทเว็บไซต์อยู่เสมอ

อัพเดทเนื้อหาข้อมูล บทความ ข่าวสาร ในเว็บไซต์อยู่เสมออย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง การอัพเดทเว็บไซต์จะทำ bot จาก Search Engine วิ่งเข้ามาที่เว็บไซต์ของเรา  เพื่อเก็บข้อมูลจากเว็บไซต์ของเราซึ่งจะส่งผลทำให้มีโอกาสที่ดีสำหรับการติด Search Engine ที่สูงขึ้น และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าด้วย

3. การแลกลิงค์เพื่อนบ้าน 

ทำการแลกลิงค์เพื่อนบ้านกับเว็บไซต์อื่นๆ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีอันดับในเว็บไซต์ดีๆ จะทำให้เพิ่มคะแนนของทราฟฟิคของเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี

4. ใช้ประโยชน์จาก Social Network 

ปัจจุบันนี้มี Social Network หรือสังคมออนไลน์มากมายให้เลือกใช้งาน คุณอาจจะโพสเรื่องราว บทความเนื้อหาสาระเป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับบริการของคุณ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางผู้เข้าใช้งานได้อีกช่องทาง

5. จัดโปรโมชั่นตามความเหมาะสม 

ทำการจัดโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม หรือกิจกรรมที่น่าสนใจ เพื่อเป็นการกระตุ้นจำนวนผู้เข้าชม และยังส่งผลต่อการกระตุ้นยอดขายได้อีกด้วย

6. ใส่ลายเซ็นต์ที่เว็บบอร์ด 

ลองสมัครเว็บบอร์ด ตามบอร์ดสาธารณะต่างๆ และใส่ข้อมูลลายเซ็นต์ เป็นชื่อเว็บไซต์ของเรา เมื่อเราโพสตอบกระทู้ต่างๆ จะเท่ากับเราได้โปรโมทเว็บไซต์ของเราไปด้วยในตัว